ร้านอาหารและโรงแรมหลายแห่งเก็บ service charge 10% แล้วนำไปแบ่งให้พนักงาน คำถามที่ตามมาคือเงินก้อนนี้ต้องคิด VAT ไหม และต้องลงเป็นรายได้ของใคร

Service charge ต้องเสีย VAT ไหม

ต้องเสีย ประมวลรัษฎากร มาตรา 79 ให้ฐานภาษีเป็นมูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับ และคำว่ามูลค่าหมายรวมถึงค่าบริการหรือประโยชน์ใดๆ ที่คิดเป็นเงินได้

กรมสรรพากรตอบข้อหารือไว้ตรงกันว่า service charge ที่คิดเป็นร้อยละของค่าอาหารหรือค่าห้องพักเป็นส่วนหนึ่งของค่าอาหารหรือค่าห้องพักนั้น และเป็นการให้บริการที่ต้องเสีย VAT ตามมาตรา 77/1(10)

  • กค 0702/7809 ลงวันที่ 3 กันยายน 2556 กรณีโรงแรมและภัตตาคาร
  • กค 0702/4116 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2560 กรณีร้านอาหาร

คำนวณ service charge และ VAT อย่างไร

คิด service charge จากค่าอาหารหรือค่าห้องก่อน แล้วคิด VAT 7% จากยอดค่าอาหารบวก service charge

รายการวิธีคิดบาท
ค่าอาหารและเครื่องดื่ม2,000.00
Service charge 10%2,000 × 10%200.00
ฐานภาษี2,000 + 2002,200.00
VAT 7%2,200 × 7%154.00
ยอดชำระ2,200 + 1542,354.00

ความผิดที่เจอบ่อยคือคิด VAT จากค่าอาหารอย่างเดียว แล้วค่อยบวก service charge ทีหลัง

วิธีที่ผิดบาท
ค่าอาหาร 2,000 + VAT 1402,140.00
บวก service charge 200 (ไม่ได้คิด VAT)2,340.00
VAT ขาดไปเมื่อเทียบกับวิธีที่ถูก14.00

14 บาทต่อบิลดูไม่มาก แต่ถ้าร้านมีบิลขนาดนี้เดือนละ 1,000 บิล ภาษีขายจะขาดไป 14,000 บาทต่อเดือน และเมื่อถูกตรวจพบต้องเสียทั้งภาษีที่ขาด เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม

ถอดยอดจากบิลที่รวมทุกอย่างแล้วทำอย่างไร

หารยอดรวมด้วย 1.07 ได้ฐานภาษี แล้วหารฐานภาษีด้วย 1.10 ได้ค่าอาหาร (หรือหารยอดรวมด้วย 1.177 ทีเดียว เพราะ 1.10 × 1.07 = 1.177)

ตัวอย่าง บิลยอดรวม 5,885 บาท

  • ฐานภาษี = 5,885 ÷ 1.07 = 5,500 บาท
  • VAT = 5,885 − 5,500 = 385 บาท
  • ค่าอาหาร = 5,500 ÷ 1.10 = 5,000 บาท
  • Service charge = 5,500 − 5,000 = 500 บาท

สูตรถอด VAT แบบอื่นและเครื่องคิดอยู่ใน วิธีคำนวณ VAT 7%

Service charge ที่แบ่งให้พนักงานยังเป็นรายได้ของกิจการไหม

ยังเป็น ข้อหารือ กค 0702/7983 ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2557 เป็นกรณีโรงแรมที่บันทึก service charge เป็นหนี้สิน "เงินค่าบริการค้างจ่าย" แทนรายได้ กรมสรรพากรตอบว่า service charge ที่เรียกเก็บจากลูกค้าทุกรายเป็นรายได้ของกิจการตามมาตรา 65 และการนำไปจ่ายให้พนักงานไม่ทำให้ฐานภาษีลดลง

ฝั่งพนักงาน ข้อหารือ กค 0702/7809 อธิบายว่าเงินที่พนักงานได้รับถูกจ่ายโดยนายจ้าง ไม่ใช่ลูกค้า จึงเป็นเงินได้จากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40(1) นายจ้างจึงต้องนำไปรวมคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายเหมือนเงินเดือน และแสดงในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ของพนักงาน

ลงบัญชี service charge อย่างไร

ตอนขาย บันทึก service charge เป็นรายได้แยกบัญชี และบันทึก VAT จากยอดรวมทั้งหมด

บัญชีเดบิตเครดิต
เงินสด / ลูกหนี้2,354.00
รายได้ค่าอาหาร2,000.00
รายได้ค่าบริการ (service charge)200.00
ภาษีขาย154.00

ตอนแบ่งให้พนักงาน สมมติสิ้นเดือนรวม service charge ได้ 60,000 บาท และคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายของพนักงานทุกคนรวมได้ 1,500 บาท (ตัวเลขสมมติ ขึ้นกับภาษีของพนักงานแต่ละคน)

บัญชีเดบิตเครดิต
ค่าใช้จ่ายพนักงาน – ค่าบริการ60,000.00
เงินฝากธนาคาร58,500.00
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย (ภ.ง.ด.1)1,500.00

ใบกำกับภาษีควรแสดง service charge อย่างไร

แสดง service charge เป็นบรรทัดแยกจากค่าอาหาร แล้วคิด VAT จากยอดรวมของทั้งสองบรรทัด ใบกำกับภาษีเต็มรูปต้องแยกจำนวน VAT ออกจากมูลค่าให้ชัดเจน การแยกบรรทัดช่วยให้ทั้งร้านและลูกค้าตรวจได้ทันทีว่า VAT คิดจากฐานที่ถูกต้อง ร้านที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อให้ลูกค้าทั่วไป ดูข้อกำหนดได้ที่ ใบกำกับภาษีอย่างย่อคืออะไร

ตรวจบิลร้านอาหารและโรงแรมก่อนลงบัญชีอย่างไร

ฝั่งบริษัทผู้จ่าย ก่อนบันทึกบิลที่มี service charge ให้ตรวจตามลำดับนี้

  • service charge คิดตามอัตราที่ร้านแจ้ง จากค่าอาหารหรือค่าห้องก่อน VAT
  • ฐานภาษีเท่ากับค่าอาหารบวก service charge
  • VAT เท่ากับฐานภาษี × 7% (ต่างได้แค่เศษสตางค์จากการปัด)
  • ฐานภาษีบวก VAT เท่ากับยอดชำระ
  • ถ้าเป็นการเลี้ยงรับรองลูกค้า ไม่ต้องแยกภาษีซื้อ บันทึกทั้งยอดเป็นค่ารับรอง เพราะเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5(4) ดู ภาษีซื้อต้องห้ามมีอะไรบ้าง
  • ถ้าเป็นรายจ่ายที่ใช้ภาษีซื้อได้ ต้องเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปที่มีชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัท ไม่ใช่ใบอย่างย่อ

buzzAI อ่านบิลร้านอาหารและโรงแรม แล้วตรวจว่าค่าอาหาร service charge VAT และยอดรวมบวกกันลงตัวก่อนส่งออกเป็นไฟล์ลงบัญชี